คู่ 5 ที่ไม่เท่ากัน: ทำไมไวโอลินกับเปียโนถึงจูนเสียงไม่เหมือนกัน?
เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเวลาเราฟังวงออร์เคสตรา นักไวโอลินต้องมานั่งเทียบเสียงกับเปียโนอย่างตั้งใจ หรือบางครั้งทำไมเสียงไวโอลินถึงฟังดู "สว่าง" และกังวานกว่าเสียงเปียโน ทั้งที่เล่นโน้ตตัวเดียวกัน?
วันนี้ อรรถสตูดิโอ จะพาไปเจาะลึกความลับของโลกดนตรีที่แม้แต่นักเรียนดนตรีหลายคนยังไม่เคยรู้ นั่นคือเรื่องของ "คู่ 5 เพอร์เฟค" (Perfect 5th) ที่ในความเป็นจริงแล้ว มัน "ไม่เท่ากัน" ครับ
1. เปียโน: ความเท่าเทียมที่ต้องแลกมาด้วยการ "บีบ" เสียง
เปียโนถูกจูนด้วยระบบที่เรียกว่า Equal Temperament ครับ ระบบนี้คือการแบ่ง 1 ออกเทฟออกเป็น 12 ส่วนเท่าๆ กันเป๊ะๆ เพื่อให้เปียโนมีความยืดหยุ่นสูงสุด สามารถเล่นได้ทุกคีย์ ไม่ว่าจะเปลี่ยนจากคีย์ C Major ไปเป็น F# Major เสียงก็จะมีความสมดุลและไม่ฟังดูเพี้ยนจนเกินไปในคีย์ใดคีย์หนึ่ง
แต่ความลับทางคณิตศาสตร์คือ หากเราจูนคู่ 5 แบบธรรมชาติไปเรื่อยๆ จนครบวงจร เสียงตัวสุดท้ายจะ "เกิน" มาตรฐานไปเล็กน้อย (เรียกว่า Pythagorean Comma) ช่างจูนเปียโนจึงต้องยอม "โกง" ด้วยการบีบช่วงเสียงคู่ 5 ให้แคบลงกว่าค่าธรรมชาติประมาณ 2 Cents เพื่อให้วงจรของเสียงวนกลับมาครบรอบพอดี ผลที่ได้คือคู่ 5 ของเปียโนจะฟังดู "แคบ" หรือ "แบน" กว่าฟิสิกส์จริงๆ เล็กน้อยครับ
2. ไวโอลิน: เสียงจากธรรมชาติและความลับของ Harmonic Series
ในทางกลับกัน ไวโอลินจูนสายแบบ Pure Perfect 5th ตามหลักฟิสิกส์เป๊ะๆ ในอัตราส่วนความถี่ 3:2 เหตุผลสำคัญซ่อนอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า "Harmonic Series" หรือเสียงพ้องธรรมชาติครับ
ลองจินตนาการว่าเมื่อเราสีสายไวโอลินหนึ่งเส้น สายนั้นไม่ได้สั่นแค่เสียงเดียว แต่มันสั่นแบ่งตัวเป็นส่วนๆ ตามธรรมชาติ โดยที่ "ตำแหน่ง 1 ใน 3 ของความยาวสาย" คือจุดที่สร้างเสียงคู่ 5 เพอร์เฟคที่บริสุทธิ์ที่สุดออกมา (3rd Harmonic) เมื่อนักไวโอลินจูนสายแต่ละสายให้เป็นคู่ 5 แบบธรรมชาติ พลังงานเสียงจากสายหนึ่งจะส่งไปกระตุ้น Harmonic ของอีกสายหนึ่งให้สั่นตามโดยอัตโนมัติ
การจูนแบบนี้ช่วยให้ตัวเครื่องไวโอลินเกิดการ สั่นพ้อง (Sympathetic Resonance) ได้ดีที่สุด เสียงที่ออกมาจึง "ฉ่ำ" กังวานไปทั้งตัวไม้ และมีความใสสะอาด (Clean) กว่าการจูนตามเปียโนที่บีบเสียงลงจน Harmonic ไม่ตรงกันพอดีนั่นเอง
3. ความขัดแย้งที่งดงาม (The Tuning Dilemma)
นี่คือสาเหตุที่เมื่อไวโอลินต้องเล่นคู่กับเปียโน นักไวโอลินมืออาชีพจะต้องใช้ทักษะการฟังที่เฉียบคม เพื่อปรับการกดนิ้ว (Intonation) หรือยอม "ประนีประนอม" ในการจูนสายให้เข้ากับเปียโนที่จูนแบบเฉลี่ยเสียงมา เพราะถ้าไวโอลินดื้อจะเล่นแบบ Pure ตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจเปียโน เสียงที่ออกมาจะเกิดอาการ "ตีกัน" (Beating) จนฟังดูเหมือนเพี้ยนได้ครับ
บทสรุปจาก อรรถสตูดิโอ
ดนตรีไม่ใช่แค่เรื่องของตัวโน้ตบนกระดาษ แต่คือเรื่องของ "ความสัมพันธ์" และ "ฟิสิกส์" ของเสียงครับ การเข้าใจว่าไวโอลินจูนตาม "ธรรมชาติของฟิสิกส์" ขณะที่เปียโนจูนตาม "คณิตศาสตร์ที่มนุษย์สร้าง" จะช่วยให้เราฟังดนตรีได้ลึกซึ้งขึ้น