ทำไมตัวอักษร A ถึงต้องเป็นเสียง "ลา"?
ไขปริศนาภาษาดนตรีฉบับสมบูรณ์
สำหรับคนที่เริ่มเรียนเปียโน มักจะเกิดคำถามในใจเสมอว่า ในเมื่อตัวอักษรภาษาอังกฤษเริ่มที่ A แต่ทำไมดนตรีถึงไปเริ่มนับ "โด" ที่ตัว C? แล้วทำไม A ถึงต้องไปคู่กับเสียง "ลา"? คำตอบของเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการบรรจบกันของ 2 ระบบที่ถูกคิดค้นขึ้นคนละยุคสมัยครับ
- ระบบที่หนึ่ง: การตั้งชื่อด้วยตัวอักษร (A, B, C...)
- เมื่อประมาณปี ค.ศ. 500 (ศตวรรษที่ 6) นักปรัชญาชาวโรมันชื่อ Boethius (โบเอธิอุส) ได้นำตัวอักษรละตินมาใช้เรียกชื่อระดับเสียง
- โดยอ้างอิงจากระบบดนตรีของกรีกโบราณ: เขาใช้ตัวอักษร A แทนเสียงที่ "ต่ำที่สุด" เท่าที่เสียงผู้ชายในสมัยนั้นจะร้องได้ จากนั้นก็นับไล่ขึ้นไปตามลำดับตัวอักษร A, B, C, D, E, F, G
- ความจริงที่น่าทึ่ง: เสียงที่ต่ำที่สุด (A) ในยุคนั้น เมื่อเทียบกับความถี่เสียงในปัจจุบัน มันก็คือเสียงที่ตรงกับโน้ตตัว "ลา" นั่นเองครับ นี่คือเหตุผลที่ตัวอักษร A ถูกจองจำให้คู่กับเสียง ลา มาตั้งแต่นั้น
- ระบบที่สอง: การเรียกชื่อแบบร้อง (Ut, Re, Mi...)
- อีก 500 ปีต่อมา (ประมาณ ค.ศ. 1000) บาทหลวงชาวอิตาลีชื่อ Guido d'Arezzo (กุยโด ดาเรซโซ) ต้องการหาวิธีช่วยให้นักร้องจดจำระดับเสียงได้ง่ายขึ้น เขาจึงนำพยางค์แรกของบทสวดโบราณที่ชื่อว่า "Ut queant laxis" (Hymn to St. John the Baptist) มาใช้เรียกชื่อโน้ตครับ
- ชื่อโน้ตยุคแรกคือ: Ut - Re - Mi - Fa - Sol - La (ต่อมา Ut ถูกเปลี่ยนเป็น Do เพื่อให้ร้องง่ายขึ้น และมีการเพิ่ม Si หรือ Ti เข้ามาภายหลังเพื่อให้ครบ 7 เสียงครับ)
- การจับคู่ของ 2 โลก: ทำไม "A" จึงไปลงล็อกที่ "La"?
- ลองจินตนาการว่าเรามี "ป้ายชื่อ" สองชุดที่ถูกคิดค้นขึ้นมาคนละยุคสมัยครับ:
- ป้ายชุดแรก (ระบบ Boethius): ใช้ตัวอักษร A, B, C, D, E, F, G เขาเอาป้าย A ไปแปะไว้ที่เสียงที่ "ต่ำที่สุด" ในสมัยนั้น (ซึ่งบังเอิญว่าเสียงนั้นคือเสียง ลา ในหูคนปัจจุบัน)
- ป้ายชุดที่สอง (ระบบ Guido): ใช้คำร้อง Ut, Re, Mi, Fa, Sol, La ระบบนี้ถูกสร้างมาเพื่อช่วยให้นักร้อง "ไล่ระดับเสียง" ได้ง่ายขึ้นครับ
- จุดที่มันมาเจอกัน: เมื่อเวลาผ่านไป นักดนตรีต้องการทำให้เป็นมาตรฐานสากล จึงนำป้ายทั้งสองชุดมาวางซ้อนกัน โดยกำหนดให้เสียง C (โด) เป็นจุดเริ่มต้นของบันไดเสียงที่ฟังดู "เป็นธรรมชาติ" ที่สุด (เพราะไม่ต้องมีเครื่องหมายชาร์ปหรือแฟลตมาปน)
- เมื่อเราเริ่มนับจาก C เป็นตัวที่ 1 ลำดับจะกลายเป็นแบบนี้ครับ:
- C คู่กับเสียง Ut (Do)
- D คู่กับเสียง Re
- E คู่กับเสียง Mi
- F คู่กับเสียง Fa
- G คู่กับเสียง Sol
- A คู่กับเสียง La
- ลองจินตนาการว่าเรามี "ป้ายชื่อ" สองชุดที่ถูกคิดค้นขึ้นมาคนละยุคสมัยครับ:
สรุปสั้นๆ: ที่ A ต้องเป็น ลา เพราะเมื่อเราตกลงให้ C เป็นจุดเริ่มนับหนึ่ง (โด) ตัวอักษร A ซึ่งเป็นลำดับที่ 6 ในทางดนตรี ก็จะไปตรงกับคำว่า ลา ซึ่งเป็นลำดับที่ 6 ในทางคำร้องพอดีครับ แต่ถ้าเราเริ่มนับจาก A เป็นหนึ่งแทน เราจะได้บันไดเสียง A Minor (ลา-ที-โด-เร-มี-ฟา-ซอล) ซึ่งเป็นบันไดเสียงที่เก่าแก่และเป็นรากฐานของดนตรียุคแรกสุดนั่นเองครับ